แถลงการณ์ประณาม คมช.กรณีข่มขู่บังคับการเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์และวิทยุ

แถลงการณ์
ประณาม คมช.กรณีข่มขู่บังคับการเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์และวิทยุ


แถลงการณ์
ประณาม คมช.กรณีข่มขู่บังคับการเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์และวิทยุ

ตามที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) โดย พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล เลขาธิการ คมช. พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ได้เชิญผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง สถานีวิทยุ รวมทั้งสถานีวิทยุชุมชน เข้าพบเมื่อ 10 มกราคม 2549 เพื่อข่มขู่บังคับมิให้นำเสนอแถลงการณ์ หรือความเห็นของอดีตนายกรัฐมนตรีหรือผู้แทน ตลอดจนแกนนำพรรครัฐบาลที่ผ่านมานั้น(โปรดดู คมช.เบรคสื่อห้ามเสนอข่าวแถลงการณ์-คำพูด ‘ทักษิณ’, จากเว็บไซต์ คมชัดลึก 10 มกราคม 2550)
เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร มีความเห็นต่อพฤติกรรมดังกล่าวดังต่อไปนี้
1. พวกเราขอ “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อพฤติกรรมที่น่ารังเกียจเช่นนี้ พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการข่มขู่ คุกคาม จำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างรุนแรง สื่อมวลชนไม่เพียงแต่มีหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงที่หลากหลายรอบด้านเท่านั้น หากแต่ยังมีหน้าที่ตรวจสอบ คมช. สนช. รัฐบาล และกลไกของรัฐทุกชนิด หากไม่ยอมรับการตรวจสอบก็ต้องยุติบทบาทและออกไปจากการเมือง นอกจากนั้น สื่อคือพื้นที่สาธารณะที่ต้องเปิดกว้างให้กับคนทุกกลุ่ม มิใช่แค่เป็นพื้นที่รองรับความเห็นของผู้มีอำนาจเท่านั้น
2. การข่มขู่ คุกคาม จำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนย่อมกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง การสั่งห้ามของ คมช.แม้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้นำรัฐบาลและแกนนำรัฐบาลเก่า แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่สามารถนำมาอ้างเพื่อละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือปิดปากสื่อมวลชนไม่ให้เสนอข่าวอีกด้านหนึ่งได้ หาไม่แล้วต่อไปหากประชาชนคนใดไม่เห็นด้วยกับ คมช.ก็ต้องถูกปิดกั้นมิให้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็น ดังนั้นการข่มขู่คุกคามสื่อในครั้งนี้จึงมีความหมายเท่ากับข่มขู่คุกคามและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง
3. คมช.กำลังเบี่ยงเบนประเด็นปัญหาที่กำลังรุมเร้าตนเองและรัฐบาลอยู่และหาทางออกไม่ได้ เช่น ข้อกล่าวหาเรื่องสืบทอดอำนาจ ปัญหาเรื่องงบทหาร งบลับ งบปฏิวัติ ปัญหาศีลธรรมจริยธรรมของประธาน คมช.และนายกรัฐมนตรี ปัญหาการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด เป็นต้น จึงสร้างเรื่องขึ้นมากลบเกลื่อนโดยอ้างกลุ่มอำนาจเก่ามาเป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อและของประชาชน เช่นเดียวกับที่อาศัยประโยชน์จากสถานการณ์ระเบิดทั่วกรุงเทพและปริมณฑลมากลบเกลื่อนปัญหาของ คมช.และรัฐบาล
4. ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนและประชาชนช่วยกันจับตาพฤติกรรมของ คมช.และรัฐบาล ที่จะหาเหตุจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ออกกฎหมายให้อำนาจพิเศษแก่ คมช.และรัฐบาล, การไม่ยอมยกเลิกกฎอัยการศึกและบังคับใช้อย่างเข้มงวด, การนำเอาประกาศคำสั่งต่างๆของ คปค.มาใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้นและอาจมีการประกาศหรือออกคำสั่งเพิ่มเติมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง เป็นต้น
5. ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกสำนักร่วมประณามพฤติกรรมอันเป็นเผด็จการอย่างรุนแรงของ คมช.ในครั้งนี้ และร่วมกันฝ่าฝืนโดยพร้อมเพรียงกัน

เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร
แถลงเมื่อ 10 มกราคม 2550

ใบแถลงข่าว“ชุมนุมต้านเผด็จการทหารและระเบิดการเมือง : เผด็จการทหารต้องออกไป! เลือกตั้งทันที”

ใบแถลงข่าว
“ชุมนุมต้านเผด็จการทหารและระเบิดการเมือง
 เผด็จการทหารต้องออกไป! เลือกตั้งทันที”


ใบแถลงข่าว
“ชุมนุมต้านเผด็จการทหารและระเบิดการเมือง : เผด็จการทหารต้องออกไป! เลือกตั้งทันที”


นับเป็นเวลาเกือบสี่เดือนแล้ว ที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองที่ไม่ชอบธรรมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สภาร่างทรงเผด็จการ และสภาร่างรัฐธรรมมนูญที่เป็นตรายางให้กับเผด็จการ
หลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะเผด็จการทหาร-ตำรวจ ได้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ2540 ล้มระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักการที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตยที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รวมทั้งได้เผยธาตุแท้ของความเป็นเผด็จการทหาร-ตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การตระบัดสัตย์ว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนภายในสองสัปดาห์หลังการรัฐประหาร รวมทั้งแสวงหาผลประโยชน์ ตบทรัพย์แผ่นดินโดยแต่งตั้งพวกพ้องตนเข้าไปเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจต่างๆ และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ดังที่ปรากฎต่อสาธารณะในปัจจุบัน
คณะเผด็จการทหาร-ตำรวจ ยังใช้อำนาจอธรรมแต่งตั้งคณะรัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และตรารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการขึ้นมาใช้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะร่างรัฐธรรมนูญที่มีแนวโน้มจะเพิ่มอำนาจทหาร สถาปนาระบอบอำมาตยาธิปไตย ดังเช่นที่มีข้อเสนอจากนักวิชาการสมุนเผด็จการที่เสนอว่านายกรัฐมนตรีอาจไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ได้สะท้อนให้เห็นถึง ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของการบริหารประเทศดังที่เห็นได้ชัดเจนในกรณีของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และเหตุการณ์ระเบิดกลางเมืองที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถที่จะรับผิดชอบ ปกป้องชีวิตและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้ ซ้ำร้ายกว่านั้นมีแนวโน้มว่า คณะเผด็จการทหาร-ตำรวจจะฉวยโอกาสจากสภาวะความไม่ปกติของสถานการณ์ ปัจจุบัน ยืดอายุการครองอำนาจของตน ด้วยความพยายามที่จะรวมศูนย์อำนาจ และใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ สังคม และสร้างความหายนะให้แก่ประเทศและประชาชนจนเกินที่จะแก้ไขได้

“เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” เห็นว่าทางออกในการแก้วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน มีทางออกเดียวเท่านั้น คือ การจัดให้มีการเลือกตั้งทันที เนื่องจากสาเหตุของปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น มาจากคณะเผด็จการทหาร- ตำรวจนั่นเอง

“เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่รักในประชาธิปไตย และรักในสันติ ร่วมชุมนุมและเดินขบวนไปหน้ากองทัพบกในวันอาทิตย์ที่ 21 มกราคมนี้ เพื่อต้านทหารและระเบิดการเมืองและแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งทันทีเพื่อยุติปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ตามกำหนดการดังต่อไปนี้
16.00 น. เปิดเวทีปราศัยที่สนามหลวง สลับด้วยการแสดงนตรีและการอ่านบทกวี
18.00 น. ตั้งขบวนและเคลื่อนขบวนไปตามถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มุ่งหน้าสู่กองทัพบก
19.00 น. ถึงหน้ากองทัพบก/ปราศัยและทำกิจกรรมทางารเมืองต่อ
20.00 น. ปิดเวที

อธิปไตยต้องเป็นของประชาชน
เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร

หมายเหตุ
ในวันศุกร์ที่ 19 มกราคม นี้ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” จะไปรณรงค์บริเวณอาคารซีพี ทาวเวอร์ โดยจะแจกใบปลิวต่อประชาชนในช่วงเที่ยงระหว่างเวลา 11.30 น.-13.00 น. และจะเปิดปราศัยในช่วงเย็นระหว่างเวลา 16.30 น.-19.30 น.

ใบแถลงข่าว”นโยบายหยุดการเติบโต:รัฐบาลเผด็จการทหารทำลายเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ”

ใบแถลงข่าว
“นโยบายหยุดการเติบโต
รัฐบาลเผด็จการทหารทำลายเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ”


นโยบายหยุดการเติบโต…!!! รัฐบาลเผด็จการทหารทำลายเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ

ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ได้สะท้อนถึงความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของการบริหารดังที่เห็นชัดเจนในกรณีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และเหตุการณ์ระเบิดที่แสดงว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะรับผิดชอบ ปกป้องชีวิตความปลอดภัยได้ ซ้ำร้ายกว่านั้นมีแนวโน้มว่า คณะเผด็จการทหาร-ตำรวจจะฉวยโอกาสจากสภาวะความไม่ปกติของสถานการณ์ ปัจจุบันยืดอายุการครองอำนาจของตน ด้วยพยายามที่จะรวมศูนย์อำนาจ และใช้อำนาจเด็ดขาดซ้ำเติมเศรษฐกิจ สังคม และสร้างความหายนะให้แก่ประเทศและประชาชนจนเกินที่จะแก้ไขได้

ประเมินจากการปรับแผนนโยบายทางเศรษฐกิจ ในตลอด 4 เดือนเต็ม สร้างบาดแผลเศรษฐกิจอย่างฉกาจฉกรรจ์ นับแต่คณะรัฐประหาร จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวเข้ามาดำเนินการบริหารประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบการลงทุน ทุกภาคส่วน   ไม่ว่าจะด้วยความโง่เขลา หรือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนของตัวเอง    รัฐบาลเผด็จการทหาร ต้องการหยุดการเติบโตของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งมีผลกระทบถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ พอสรุปเป็นภาพใหญ่ 5 ประการ ดังนี้
ประการแรก การทุบตลาดหุ้นด้วยมาตรการกันเงินสำรอง 30% ดำเนินการโดยไม่มีความเป็นมืออาชีพ แฝงเร้นซึ่งผลประโยชน์ แม้จะเป็นข้อกล่าวอ้างของการออกมาตรการดังกล่าว ด้วยเหตุผลเพื่อหวังสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาทจากทุนต่างประเทศ แต่แค่เพียงข้ามคืนเดียว มาตรการดังกล่าว ได้ก่อผลเสียหายถึง 8 แสนล้านบาท ทั้งที่ตลาดหุ้น คือ แหล่งการลงทุนที่อาศัยเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย สื่อมวลชนทั่วโลกและบรรดานักลงทุนทั้งหลาย ต่างเรียกขานปรากฏการณ์นี้ว่า “อังคารทมิฬ” เพราะเพียงวันเดียว การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าตลาดรวม หรือ มาร์เก็ตแคป  ที่5.4 ล้านล้านบาท ต้องสูญหายไปถึง 823,569 ล้านบาทในชั่วพริบตา  ที่สำคัญ  มาตรการที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ ที่รับซื้อ หรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทต้องเรียกเก็บเงินมัดจำ 30 %  ซ้ำถ้าต้องเอาเงินออกภายใน 1 ปี ยังถูกหักอีก 10% ไม่มีประเทศไหนทำกัน เพราะทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นทันที ยังผลให้เงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้และเงินกู้ต่างประเทศ   โดยเฉพาะต้นทุนของรัฐบาลที่เตรียมจะออกพันธบัตรในปี 2550 ประมาณ 2-3 แสนล้านบาท มาโป๊ะงบประมาณขาดดุลจำนวน 1.4  แสนล้านบาท ตั๋วเงินคลัง 1.7แสนล้านบาท  รวมถึงพันธบัตรที่ต้องออกมาเพื่อไฟล์แนนซ์พันธบัตรเก่าที่ใกล้หมดอายุอีก 7-8 หมื่นล้านบาท ย่อมต้องมีต้นทุนสูงขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  รัฐบาลไม่อาจสามารถปิดหีบงบประมาณได้ลงตัว

ประการที่สอง ในภาคการลงทุนทางตรง FDI (Foreign Direct Investment in Developing)  ความเชื่อในนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยลดลง และ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหดหาย เทียบจากตัวเลขการลงทุนทางตรงสำรวจเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนามในปี 2006 มีการลงทุนทางตรง 291 โครงการ เม็ดเงินอัดฉีด รวมทั้งสิ้น 5.84 พันล้านบาท ในปี 2005 มีการลงทุนทางตรง 171 โครงการเม็ดเงินอัดฉีดรวมทั้งสิ้น 5.02 พันล้านบาท เทียบค่าการลงทุนในประเทศไทยในปี 2006 มีการลงทุนทางตรง 107 โครงการเม็ดเงินอัดฉีดรวมทั้งสิ้น 2.90 พันล้านบาท ในปี 2005 มีการลงทุนทางตรง 117 โครงการ เม็ดเงินอัดฉีด รวมทั้งสิ้น 3.84 พันล้านบาทจะเห็นได้ว่าแนวโน้มของอัตราการลงทุนระยะยาวมีค่าลดลงเปรียบเทียบกับเวียดนาม แต่ด้วยการดำเนินนโยบายรัฐบาลของคมช. ในมาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาทหรือ “อังคารทมิฬ” ดังที่กล่าว ยิ่งเพิ่มแรงต้านต่อการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนระดับมหภาค ทำให้การตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม ไม่เป็นจริง ส่งผลให้การลงทุนย้ายออกไปสู่ประเทศที่มีความเสี่ยงเกณฑ์ต่ำกว่าอย่างประเทศเวียดนาม ความเป็นไปได้ ในการขยายโอกาสการลงทุนของประเทศไทยต้องหยุดชะงัด

ประการที่สาม ภาคการลงทุนอุตสาหกรรมการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ มีแนวโน้มผูกขาดการแข่งขัน สำรวจจากงบประมาณปี 2550 มีการอนุมัติงบประมาณเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอย่างจำกัด  เช่นกรมทางหลวงได้รับงบประมาณ ก่อสร้างเพียง 1,500  ล้านบาท จากเดิมตัวเลข อนุมัติเฉลี่ย อยู่ที่ 30,000-40,000 ล้านบาท ต่อปี ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก  ทำให้ธุรกิจทุนขนาดกลาง และขนาดเล็ก ต้องล้มหายตายจากมีการปลดพนักงาน 20% เพื่อการอยู่รอดของธุรกิจ อันเป็นผลจากการบริหารงานของรัฐบาลเผด็จการทหาร

ประการที่สี่  ภาคการบริโภคสืบเนื่องจากมาตรการทำลายความเชื่อมั่นในการลงทุน ส่งผลให้ประชาชนถูกตรึงกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ในเมื่อความต้องการในการลงทุน ที่จะอยู่รอดในธุรกิจมีมากขึ้น แม้แต่การบริโภคเพื่อการดำรงอยู่ของประชาชนทั่วไปก็มียอดการบริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ธุรกิจการท่องเที่ยวชะลอตัวลง สืบเนื่องจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา

ประการที่ห้า  มติ ครม.ผ่านร่างแก้ไขพระราชบัญญัติธุรกิจต่างด้าวอย่างเฉียบพลัน ซ้ำเติมจนแทบกระอักเลือด โดยมีการบัญญัติใหม่เกี่ยวกับการถือหุ้นของต่างชาติ จากเดิมที่ไม่เกินร้อยละ  50 มีการเพิ่ม ให้พิจารณาสิทธิการออกเสียงด้วย พร้อมกับการจัดแบ่งธุรกิจที่ต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย รัฐบาลภายใต้เผด็จการทหารได้แสดงเจตนาชัดแจ้งที่จะไม่ต้อนรับเม็ดเงินต่างชาติ พร้อมคาดการณ์ว่า ระยะยาวมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มเปา ทุนเก่าไม่เข้า ทุนใหม่หนีออก มีการตั้งข้อสังเกตว่า จากการเพิ่มความเข้มงวดให้กลุ่มทุนต่างชาติ โดยอ้างเพื่อปกป้องธุรกิจที่คนไทยนั้น แท้จริงคือการปกป้องกลุ่มธุรกิจคนไทยที่พร้อมแข่งขันกับต่างชาติ
การบอกเหตุผลการแก้กฎหมายเพื่อปกป้องธุรกิจคนไทยที่ไม่พร้อมแข่งกับต่างชาติ มักจะเป็นเหตุผลอ้างอิงเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมและในระยะยาวขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะมีผลโดยตรงต่อราคาสินค้า และบริการ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีการเข้ามาของทุนโทรคมนาคมของต่างชาติที่ทำให้ราคาสินค้าถูกลงทั้งยังส่งผลให้ไทยเติบโตไปข้างหน้ายากมาก
เศรษฐกิจของประเทศกำลังถอยหลังลงเหว หรือ หายนะกำลังมาเยือน อย่างไม่ต้องสงสัย !!!!!  เขาทำไปทำไม? เพื่ออะไร?

เศรษฐกิจย่ำแย่  รัฐบาลขิงแก่ ด้อยประสิทธิภาพ
เครือข่าย  19  กันยา ต้านรัฐประหาร
19 มกราคม  2550
แถลง ณ ถนนสีลม หน้าตึก ซีพี ทาวเวอร์

คำประกาศวันกองทัพไทย

คำประกาศวันกองทัพไทย


                                                                       คำประกาศวันกองทัพไทย
นับแต่กองทัพไทยสมัยใหม่ก่อตั้งมาร้อยปีเศษ ผลงานอันยิ่งใหญ่ที่สุดของกองทัพไทยคือ การทรยศต่อประชาชนด้วยการรัฐประหารอย่างซ้ำซากที่สุดชนิดที่ไม่มีที่ไหนในโลกทำได้ขนาดนี้อีกแล้ว
การยึดอำนาจโดยทหารเมื่อ 19 กันยา 49 เป็นไปได้ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองระดับโครงสร้าง คือรูปแบบของรัฐและอุดมการณ์ และการเมืองในระดับสถานการณ์ ที่ถูกสร้างขึ้นก่อนหน้านี้นานนับปีโดยมีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นตัวละครหลัก
การรัฐประหารครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่ามีกลุ่มอำนาจอื่นในการเมืองไทยที่เป็นผู้ควบคุมบงการกองทัพอย่างแท้จริง หาใช่รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ เมื่อกองทัพมิได้ถูกควบคุมโดยผู้แทนของประชาชนและไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการ/ความจำเป็นของประชาชนและระบอบประชาธิปไตย เราจึงกล่าวได้ว่า กองทัพไทย ณ วันนี้ยังมิใช่เป็นกองทัพของประชาชนอย่างแท้จริง ตราบใดที่กองทัพถูกควบคุมโดยคนนอก ตราบนั้นวงจรอุบาทว์ทางการเมืองของการรัฐประหารย่อมเกิดซ้ำซากไม่สิ้นสุด

เนื่องในโอกาสวันกองทัพไทย(18 มกรา 50) พวกเรามารวมตัวกัน ณ ที่นี้เพื่อยืนยันว่ากองทัพเป็นของประชาชนทุกคนไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใคร กองทัพไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของอดีตผู้นำเหล่าทัพที่มากด้วยบารมี ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของผู้นำเหล่าทัพในปัจจุบัน กองทัพมิได้เกิดขึ้นจากการประทานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์/ผีสางเทวดาที่ไหน หากแต่เกิดขึ้นโดยเจตจำนงค์ร่วมของคนในชาติ ดำรงอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนและเงินภาษีของประชาชน แต่ความเป็นจริงวันนี้คือ ผู้นำเหล่าทัพเร่ขายการปฏิวัติรัฐประหารกับนายธนาคารด้วยเศษเงินไม่กี่ร้อยล้านบาท กองทัพจึงไม่ต่างอะไรจากสมบัติส่วนตัวชิ้นหนึ่งของคนเหล่านั้น

พวกเรา ณ ที่นี้ยืนยันว่ามิได้เป็นศัตรูกับทหารทั้งกองทัพ หากแต่พวกเราเป็นศัตรูกับชนชั้นนำบางกลุ่มในกองทัพและระบบโครงสร้างบางอย่างของกองทัพและการเมืองไทยที่ทำให้กองทัพแยกตัวถอยห่างจากประชาชน พวกเรายืนยันว่าต้องทำให้กองทัพเป็นกองทัพของประชาชนอย่างแท้จริงให้จงได้ แม้อดีตที่ผ่านมาจะไม่เคยเป็น

การต่อสู้กับอำนาจเผด็จการด้วยการขับไล่ทหารกลับเข้ากรมกองและจัดการเลือกตั้งจึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้กองทัพกลายเป็นกองทัพของประชาชน สิ่งสำคัญกว่านั้นคือต้องจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับการเมืองและประชาชนเสียใหม่ ด้วยการทำให้กองทัพอ่อนแอทางการเมืองแต่ยังคงเข้มแข็งทางการทหาร นั่นคือทำให้กองทัพหมดศักยภาพในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยเด็ดขาด อดีตที่ผ่านมาแม้สังคมไทยบางช่วงเวลาจะเป็นประชาธิปไตยพอสมควร แต่สังคมไทยก็ได้เสียโอกาสในการถกเถียงเรื่องนี้มาตลอด แม้แต่ในรัฐธรรมนูญ 2540 ก็แทบไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เลย ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาตกค้างทางประวัติศาสตร์ ที่รอวันชำระสะสางอยู่

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งที่ผู้ทำรัฐประหารอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยก็เป็นได้ คือ ผลในท้ายที่สุดของการรัฐประหารครั้งนี้เป็นการขุดหลุมฝังตัวเองของเหล่าผู้นำเผด็จการในกองทัพ กลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังกองทัพ และระบอบอำนาจนิยมโดยทหาร มิให้โงหัวขึ้นมาได้อีกอย่างถาวร เพราะวันนี้พี่น้องประชาชนจำนวนมากมายมหาศาลได้ตระหนักรู้แล้วและจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ คนเหล่านี้จะเป็นคนฝังเผด็จการด้วยมือของพวกเขาเอง กองทัพแห่งความชั่วร้าย จะถูกฝังไว้ ณ สนามหลวงและราชดำเนินแห่งนี้ คงเหลือไว้แต่กองทัพที่รับใช้ประชาชนและระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น พวกเขาจะร่วมกันทำให้ 19 กันยา 49 เป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร
ประกาศ ณ หน้ากองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก
21 มกราคม 2550