จดหมายเปิดผนึก โดยสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ ฉบับที่ 2

จดหมายเปิดผนึก

โดยสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ ฉบับที่ 2


จดหมายเปิดผนึกโดยสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ ฉบับที่ 2

วันพฤหัสบดีที่  11   มกราคม   2550

เรื่อง ขอเสนอแนวทางในการดำเนินงานสื่อภาคประชาชน
เรียน รองศาสตราจารย์ธีรภัทร์  เสรีรังสรรค์  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
แม่ทัพภาคที่ 3
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

ด้วยเครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา ซึ่งเป็นเครือข่ายวิทยุชุมชนของภาคประชาชน ที่จัดตั้งโดยชุมชน มีฐานชุมชนรองรับ ดำเนินการโดยระบบอาสาสมัคร และไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงทางการเมืองและธุรกิจ ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เล็งเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำรงไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน เพื่อความสามัคคีของคนในชาติ และเพื่อประโยชน์สุขของชุมชน
เครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา ซึ่งเป็นตัวแทนของเครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ  จึงขอเสนอแนวทางในการดำเนินงานสื่อภาคประชาชนมาเพื่อพิจารณา ดังนี้

 1.    ให้หลักประกันสิทธิและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน   โดยสนับสนุนให้มีการบัญญัติกฎหมายที่รับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ       เพื่อสานต่อเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ   ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปีพุทธศักราช 2540
2.  ยุติการควบคุมและแทรกแซงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อกระแสหลักและ สื่อภาคประชาชน  เพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
3.  ควรระงับกระบวนการสรรหาคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)ไปก่อน จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
4. ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)  การวางกรอบนโยบายเกี่ยวกับวิทยุชุมชน   ควรดำเนินการโดยคณะกรรมการพหุภาคีชั่วคราว ทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาค  ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ และภาคประชาชน ตลอดจนนักวิชาการและนักวิชาชีพ  ที่ได้รับการสรรหา และยอมรับจากทุกฝ่าย โดยการดำเนินงานของคณะกรรมการพหุภาคีดังกล่าว ต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึง เปิดเผย โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
5. สนับสนุนวิทยุชุมชนที่ยึดหลักปรัชญาของวิทยุชุมชน โดยไม่มีวัตถุประสงค์แอบแฝงทางธุรกิจและการเมือง  ตามกฎหมายมาตรา 26 ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง ฯ ประจำปีพุทธศักราช 2543  ด้วยการสำรวจสถานะ และแยกประเภทวิทยุชุมชนออกจากวิทยุเชิงพาณิชย์  ตลอดทั้งเผยแพร่แนวคิดปรัชญาวิทยุชุมชนที่ถูกต้องแก่สังคม

ทั้งนี้     เครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และข้าราชการ ตลอดจนองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในครั้งนี้  จะพิจารณาข้อเสนอของภาคประชาชนดังกล่าวข้างต้น  ไปใช้ในการดำเนินงานสื่อภาคประชาชนอย่างจริงจัง   เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่สงบสุขให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนต่อไป

ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา*
เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ

* (เครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา  ประกอบด้วย
จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนคนหางดง           จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนดอยหลังถ้ำ
จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนสันป่าตอง           จุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชนคนเหนือเขื่อน
จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนคนลุ่มน้ำวาง       จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนเมืองเชียงใหม่
จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนคนลุ่มน้ำปิง       จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนวัดบ้านโป่ง
จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนคนล้านนา          จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนเพื่อคนชุมชนบ้านแม่ฮัก)

ศูนย์ประสานงานเครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ
77/1  ม.5  ต.สุเทพ  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่  50200
โทรศัพท์ / โทรสาร (053) 810-779

แถลงการณ์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส):”เรียกร้องสังคมไทยต้าน คมช หยุดคุกคามเสรีภาพ”

แถลงการณ์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)


แถลงการณ์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)

“เรียกร้องสังคมไทยต้าน คมช หยุดคุกคามเสรีภาพ”

ในวันที่ 10 มกราคม 2549   การที่ พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล เลขาธิการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ  (คมช.) พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยเลขาธิการ คมช.และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้เชิญผู้บริหารสื่อ ซึ่งมีทั้งสื่อโทรทัศน์และวิทยุ จำนวนประมาณ 50 คน จากสถานีโทรทัศน์ทุกช่องและผู้บริหารสถาวิทยุของรัฐรวมทั้งสถานีวิทยุชุมชน มาร่วมหารือถึงแนวทางการนำเสนอข่าวที่กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อขอร้องให้สื่อวิทยุโทรทัศน์ หยุดนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และ แกนนำพรรคไทยรักไทย ด้วยการพูดว่า  “อุตส่าห์เปลืองตัวแก้ปัญหาชาติ แต่สื่อทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ออกข่าวให้อดีตนายกฯ แก้ตัว” อีกทั้งมีการกล่าวว่า  “ถ้าไม่เชื่อฟังก็ให้ตัดรายการออกไปจากสถานี ถ้าท่านใช้วิจารณญาณไม่เหมาสม ผมจะใช้วิจารณญาณของผมช่วยท่านบริหารงานเอง ถ้ามีความจำเป็นและถ้ามีเหตุการณ์อย่างกรณีวันที่ 31 ธันวาคม เราได้เตรียมการณ์ที่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดไว้แล้ว ใครจะว่าเผด็จการก็ว่าไป การที่คนทำผิดแล้วยังไม่สำนึกอีกก็ต้องใช้ไม้แข็ง” ตามที่เป็นข่าวแล้วนั้น 

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการข่มขู่ คุกคาม สิทธิเสรีภาพและการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน อย่างชัดเจนอุกอาจผ่านการใช้อำนาจรัฐทางตรง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ส่งผลให้สิทธิเสรีภาพสื่อถอยหลังลงอย่างมาก   

เพราะการใช้ท่าทีดังกล่าวสะท้อนถึงความคับแคบและลุแก่อำนาจของ คมช.  ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่รัฐบาลทักษิณได้กระทำมาแต่ย่อมมีผลกระทบในทางลบยิ่งกว่า เพราะเป็นการใช้อำนาจรัฐคุกคามแบบตรงไปตรงมา เปิดเผย โดยไม่ต้องซ่อนเร้นหรืออ้อมค้อมใดๆ ดังนั้นการกลับไปใช้อำนาจทางตรงแบบที่เคยเป็นมาในยุคเผด็จการเช่นนี้ นับเป็นการย้อยยุคไปสู่มาตรฐานแบบเก่าซึ่งจะนำไปสู่วงจรวิกฤติทางการเมืองอีกครั้งอย่างแน่นอน 

สื่อวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ ในเชิงโครงสร้างขาดความเป็นอิสระและควมคุมตัวเองมากพออยู่แล้ว ถ้าผู้มีอำนาจรัฐปัจจุบันแสดงท่าทีคุกคามอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ย่อมจะส่งผลให้สถานการณ์โดยรวมตกต่ำลงถึงที่สุดอีกครั้ง  อีกทั้งเท่ากับเป็นการจงใจ ปิดหู ปิดตา ปิดปาก และยั่วยุ ท้าทาย สิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน  

คปส. เห็นว่าการแสดงอำนาจของ คมช. เช่นนี้ สมควรต้องได้รับการคัดค้าน ต่อต้านจากประชาคมสื่อและสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ก่อนที่เราจะปล่อยให้สถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ อีกทั้งเป้าหมายต่อไปของ คมช คือการคุกคามสื่อหนังสือพิมพ์ที่เริ่มแสดงจุดยืนแตกต่างทางการเมือง หลังจากที่ คมช ได้พยายามควบคุม สื่อวิทยุ-โทรทัศน์ วิทยุชุมชน สื่ออินเตอร์เนทและการแสดงออกของประชาชนที่มีจุดยืนคัดค้านการรัฐประหารมาแล้ว 

สิทธิเสรีภาพของสื่อ และ เสรีภาพของประชาชน คือพื้นฐานสำคัญของการปฏิรูปการเมืองและการฟื้นฟูประชาธิปไตย สื่อต้องมีอิสรภาพจากทุกอำนาจรัฐ และสามารถแสดงจุดยืนที่แตกต่างจากกลุ่มปัจจุบันอำนาจได้อย่างเปิดเผย โดยปราศจากการถูกข่มขู่ คุกคามและตกอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งความกลัว เช่นในปัจจุบัน 

คปส. เชื่อว่า การไม่เคารพในเสรีภาพของสื่อและประชาชนของอำนาจรัฐใดๆ ย่อมนำไปสู่จุดจบของอำนาจรัฐนั้นๆทุกยุคทุกสมัย และจะนำไปสู่การลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชน ในท้ายที่สุดเสมอ

ด้วยความเชื่อมั่นในเสรีสื่อ เสรีประชาชน

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)

11 มกราคม 2550

แถลงการณ์สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) เรื่อง:การคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อมวลชน

แถลงการณ์สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
เรื่อง:การคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อมวลชน


 แถลงการณ์สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.):เรื่อง การคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อมวลชน

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชน ว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ได้เชิญผู้บริหารสื่อมวลชนทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และวิทยุชุมชน เข้ามาหารือ เพื่อขอความร่วมมือ มิให้แพร่ภาพและกระจายเสียงข้อความหรือแถลงการณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำของพรรครัฐบาลที่ผ่านมา และหากมีผู้จัดรายการใด นำเสนอข้อความในลักษณะดังกล่าว ขอให้ผู้บริหารถอดรายการนั้นๆออกจากผังรายการ ถ้า สื่อมวลชนใช้วิจารณญาณไม่เหมาะสม คมช.จะใช้วิจารณญาณช่วย ในบริหารงานเอง

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มีความเห็นและข้อเรียกร้องต่อสังคมไทยต่อกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1.การปรึกษาหารือดังกล่าวเป็นการไม่เคารพ เสรีภาพของสื่อมวลชนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์บ้านเมือง ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่า สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพ และมีดุลพินิจในการใช้วิจารณญาณในการแสดงความคิดเห็น และประชาชนผู้รับสารจะเป็นผู้วินิจฉัยได้ด้วยตนเองว่าสมควรยอมรับสารที่สื่อมานั้นหรือไม่ 

2.การที่ คมช.แสดงท่าทีด้วยการพูดว่า จะใช้วิจารณญาณของคมช.ต่อสื่อมวลชน โดยอาศัยกฎอัยการศึก มาตรา 11 ที่กำหนดว่า “ห้ามออก จำหน่าย จ่ายหรือแจก ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพ บท หรือคำประพันธ์” และ” ห้ามโฆษณา แสดงมหรสพ รับหรือส่งซึ่งวิทยุ วิทยุ กระจายเสียง “ ย่อมแสดงว่า คมช.กำลังข่มขู่ คุกคาม ว่าจะใช้อำนาจที่มิชอบในการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ในสังคมประชาธิปไตยหากสื่อมวลชนใดได้แสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต และละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ย่อมถูกดำเนินคดีในศาล และหาก คมช.เห็นว่า สื่อมวลชนปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย ก็ควรดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่นานาอารยประเทศยึดถือ การขู่ว่าจะใช้กฎอัยการศึกต่อสื่อมวลชนย่อมไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมืองโดยรวม 

3. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ในสังคมประชาธิปไตย ที่ คมช.ไม่คุ้นเคย รัฐบาลที่มาจากอำนาจรัฐประหารและคณะรัฐประหารย่อมไม่มีอำนาจโดยชอบธรรมในการแทรกแซงมิให้สื่อมวลชนและประชน พูด คิด หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ โดยสุจริต และไม่เป็นการละเมิดศีลธรรม ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ได้บัญญัติไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 11 ซึ่งประเทศไทยได้เป็นภาคีแล้ว ที่กำหนดว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง” และ “บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจา เป็นลายลักษณ์อักษรหรือการตีพิมพ์ ในรูปของศิลปะ หรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ตนเลือก” 

4. สสส.ขอเรียกร้องให้สังคมไทย ยึดมั่นในการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเอกภาพบนความเห็นที่แตกต่างกัน โดยสันติวิธีและให้สังคมไทยอดทนและอดกลั้น ในภาวะไม่ปกติของบ้านเมือง โดยยึดถือหลักการสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และสันติภาพ อันจะนำไปสู่ทางออกต่อวิกฤตของบ้านเมือง การที่ คมช. ขอความร่วมมือมิให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวดังกล่าว ย่อมเป็นการตอกย้ำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในสังคมไทย และไม่เป็นผลดีต่อการบริหารบ้านเมือง และไม่เป็นผลดีต่อสังคมไทยในโลกยุคโลกาภิวัตน์

 

แถลง ณ วันที่ 11 มกราคม 2550

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)

แถลงการณ์สมัชชาคนจน:หยุด!“รัฐทหาร”ข่มขู่คุกคามคนจน

แถลงการณ์สมัชชาคนจน:หยุด!“รัฐทหาร”ข่มขู่คุกคามคนจน

แถลงการณ์สมัชชาคนจน
หยุด!“รัฐทหาร”การข่มขู่คุกคามคนจน
คืนสิทธิ พื้นที่การเมือง และชีวิตปกติให้คนจน
ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๐           

ระบอบเผด็จการทหารชั่วคราวที่สถาปนาขึ้นจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แม้นคณะมนตรีความมั่นคง(คมช.) จะประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาสังคมการเมือง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบ 4 เดือน สถานการณ์ของคนจน คนด้อยโอกาส ดังกรณีสมัชชาคนจน และพี่น้องคนจนเครือข่ายต่างๆ กลับอยู่ในสภาพที่ถูกคุกคามสิทธิ พื้นที่การเมือง และการดำเนินชีวิตปกติในทุกมิติ

ประการแรก ยุทธการถอนรากถอนโคนระบอบเดิมภายใต้ปฏิบัติการต่อ “ภัยรูปแบบใหม่” ด้วยการสร้าง “รัฐทหาร” การฟื้นฟูกอ.รมน.และการใช้กลไกราชการในการควบคุม ปราบปราม การคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกและประกาศคปค.ฉบับที่ 7 ฯลฯ ในสถานการณ์ความกลัวอย่างตื่นตูมในเรื่องคลื่นใต้น้ำได้ก่อให้เกิดการควบคุม กำกับ ตรวจสอบ สอดส่อง ห้ามปราม ข่มขู่แกนนำชาวบ้านไม่ให้มีการเคลื่อนไหวใดๆ

ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นของคนจนในชนบทภายใต้ “รัฐทหาร” และการกลับมามีอำนาจล้นพ้นของระบบราชการซึ่งเข้าไปควบคุมการเคลื่อนไหวของชาวบ้านทุกกระเบียดนิ้วเช่นนี้ จึงทำให้สิทธิในการชุมนุมและเคลื่อนไหวทางการเมืองอันเป็นช่องทางและพื้นที่การเมืองสำคัญที่จะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้านสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง 

ประการที่สอง หลังการรัฐประหาร ข้อตกลงที่รัฐบาลเดิมเคยมีมติครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการดำเนินการคืบหน้าแตกต่างกันออกไปได้ยุติลงทั้งหมด ระบบราชการที่รับผิดชอบได้อาศัยสถานการณ์ของระบอบรัฐประหารยกเลิกข้อตกตงที่เคยผ่านการผลักดันของคนจนด้วยความยากลำบาก ดังที่พบว่า คณะกรรมการแก้ปัญหาทุกระดับเลิกทำงาน ด้วยการหยุดกิจกรรมต่างๆ ไม่มีการประชุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งแก่คนจนว่า ต้องรอท่าทีรัฐบาลใหม่  

ดังนั้น หลังระบอบรัฐประหารสภาพการแก้ไขปัญหาคนจนจึงอยู่ในสภาพ “เว้นวรรค”  

ประการที่สาม ด้านการปฏิรูปการเมือง คณะรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ว่า “จะเร่งจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากประชาชนทุกขั้นตอน” แต่กลับปรากฏให้เห็นชัดเจนว่า สสร.จำนวน 100 คน กลับมีแต่ตัวแทนเฉพาะภาคธุรกิจ ภาคราชการ และภาควิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญที่ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการเสนอเข้ามาโดยคมช. คณะกรรมาธิการยกร่างฯ 35 คน ก็มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ใกล้ชิดกับคมช.เช่นเดียวกัน ดังนั้น องค์กรที่จะมาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่มีพื้นที่หรือตัวแทนของคนจน 

ในด้านกระบวนการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญก็มีการกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมที่ชัดเจนแต่เพียงการหย่อนบัตรลงประชามติเท่านั้น การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมีเพียงแต่องค์กรทางการ 12 องค์กรเท่านั้น  

การออกแบบการปฏิรูปการเมืองที่ให้คณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) มีอำนาจในการควบคุม กำกับ และยับยั้ง การได้มาซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนจบจึงมีลักษณะ “ไม่เห็นหัวคนจน” ไม่มีพื้นที่การมีส่วนร่วมของคนจนแต่อย่างใด

วิสัยทัศน์ของชนชั้นนำทางการเมืองที่เข้ามาควบคุมกระบวนการปฏิรูปการเมืองต่อการมีส่วนร่วมของคนจนจึงมีลักษณะแคบและสั้นยิ่งนัก           

สมัชชาคนจนและเครือข่ายคนจนจึงเห็นว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารควรดำเนินการดังต่อไปนี้

1.การเปลี่ยนฐานคิดในการจัดการต่อ “ภัยคุกคามใหม่” และคลื่นใต้น้ำ” จากการสร้าง “รัฐทหาร” ด้วยการฟื้นฟูหน่วยงานด้านความมั่นคง การขยายกลไกระบบราชการเพื่อเข้าไปควบคุม ปราบปรามและกำกับชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ มาสู่การสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” สนับสนุนให้เกิดกลุ่มองค์กรชาวบ้านในการดำเนินกิจกรรมมิติต่างๆ วิธีคิดเช่นนี้ต่างหากที่จะทำให้ชาวบ้านไม่ตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของนักการเมือง           

2.คืนสิทธิ พื้นที่ทางการเมือง และชีวิตปกติของคนจนด้วยการเร่งยกเลิกกฏอัยการศึก ประกาศคปค.ฉบับที่ 7 และถอนกำลังทหารที่เข้าไปสอดส่อง ติดตามการเคลื่อนไหวออกจากพื้นที่โดยทันที           

3.เอาใจใส่ติดตามกระบวนการแก้ปัญหาของคนจนกลุ่ม เครือข่ายต่างๆ ที่มีพัฒนาการความคืบหน้าต่อเนื่องมาจากรัฐบาลต่างๆ การแก้ไขปัญหาของคนจนไม่สามารถเว้นวรรคได้           

4.ในมิติด้านการปฏิรูปการเมือง ต้องเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของคนจนในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่มากไปกว่าการหย่อนบัตรประชามติ การร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่กระทำการโดยผู้เชี่ยวชาญ และรับฟังความคิดเห็นประชาชนผ่านเพียงองค์กรทางการ 12 องค์กร            

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดกว้างให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ของคนจน(ที่ไม่มีอยู่ในกระบวนการที่เป็นทางการแต่อย่างใดเลย) ได้เข้ามาเสนอวาระของตนเองอย่างเสมอหน้ากับภาคส่วนอื่นๆ  

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชน
สมัชชาคนจน

แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย:สี่เดือนภายใต้คณะรัฐประหาร ประเทศไทยดีขึ้นหรือเลวลง?

         แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย


แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย
สี่เดือนภายใต้คณะรัฐประหาร ประเทศไทยดีขึ้นหรือเลวลง?


คณะรัฐประหารซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)  ได้บริหารประเทศภายใต้ปากกระบอกปืนหรือกฎอัยการศึกมาครบสี่เดือนแล้ว  ควรมาพิจารณากันดูว่าคมช.ได้ทำอะไรให้กับประเทศชาติบ้านเมืองบ้างโดยขอแบ่งออกเป็นห้าด้านด้วยกัน

1.ด้านเศรษฐกิจ
ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสภาวการณ์ของตลาดหุ้น  ในวันที่19ธันวาคม2549เพียงวันเดียว  ดัชนีตกต่ำกว่า140จุดหรือกว่า20%   มูลค่าการตลาดหายไปทันทีกว่าแปดแสนล้านบาท    จากการใช้นโยบายผิดพลาดในเรื่องกักเงินทุน30%อย่างไม่มีการจำแนก  เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินแข็งเกินจริง     ทั้งๆที่หลายฝ่ายได้เสนอให้ลดดอกเบี้ยลงเพื่อลดแรงจูงใจเงินตราต่างประเทศที่จะมาหากำไรและเก็งกำไรค่าเงินบาท    แต่คณะรัฐประหารก็ไม่รับฟัง

การผันผวนอย่างรุนแรงในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในวันเดียวกันดังกล่าวยังมีข้อกล่าวหาว่ามีกลุ่มบุคคลที่รู้ทิศทางล่วงหน้าได้ประโยชน์นับหมื่นล้าน
นอกจากนี้การแก้กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทำให้บริษัทต่างชาติที่ประกอบกิจการในประเทศไทยมาหลายสิบปีอีกหลายพันบริษัทต้องเดือดร้อน   และกำลังพิจารณาเพื่อถอนการลงทุนออกไป ส่วนบริษัทใหม่ที่จะนำเงินมาลงทุนก็รอไว้โดยไม่มีกำหนด
ความไว้วางใจทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลกที่มีต่อไทยเลวร้ายลงเป็นลำดับ

ประชาชนที่ได้รับภัยน้ำท่วม   จากการกระทำของรัฐบาลที่ผันน้ำไปท่วมชาวไร่ชาวนาเพื่อป้องกันกรุงเทพฯมาเป็นเวลาหลายเดือน ก็ยังไม่ได้รับความเช่วยเหลือตามสมควรและกำลังประสบกับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
เกษตรกรชาวไร่ชาวนา  จำนวนไม่น้อย กำลังจะเดินทางมาชุมนุมในกทมฯเพราะความยากจน แต่ทางคมช.กลับไปสกัดกั้นการชุนนุมเรียกร้องของพวกเขา

2.ด้านการเมือง คณะรัฐประหารยังไม่ได้ยกเลิกกฎอัยการศึกตามที่ประกาศต่อสาธารณชนคงถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังข่มขู่บังคับสื่อทุกชนิดไม่ให้ทำข่าวเรื่องของคุณทักษิณ ชินวัตร เพียงเพื่อต่อสู้กับคนคนเดียวคณะรัฐประหารถึงกับต้องนำเอาสิทธิเสรีภาพของสื่อซึ่งถือเป็นลมหายใจของระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเครื่องบูชายัญเลยทีเดียว

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และสภาร่างรัฐธรรมนูญล้วนเป็นสภาภายใต้ปากกระบอกปืนไม่ใช่เป็นตัวแทนของประชาชน

สถานการณ์ในสามจังหวัดภาคใต้แทนที่จะดีขึ้นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้นทุกที

3.ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ประเทศสิงคโปร์จะต้อนรับคุณทักษิณ ชินวัตร  แต่การตอบโต้อย่างรุนแรงเกินเหตุอาจเป็นการสร้างศัตรู  ทำให้สิงคโปร์ถอนการลงทุนจากไทย และอาจให้คนงานไทยในสิงคโปร์นับแสนคนที่ส่งเงินกลับบ้านปีละหลายหมื่นล้านบาทกลับไทย ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดย่อมเป็นประชาชนที่ยากจน
เพียงเพื่อปิดช่องทางของคุณทักษิณ ชินวัตรเพียงคนเดียวคณะรัฐประหารถึงกับเอาผลประโยชน์ของประเทศไปสังเวย   หากคุณทักษิณ ชินวัตรไปพบเพื่อนเก่าที่ดำรงตำแหน่งในประเทศอื่นๆ ประเทศไทยมิต้องไปทะเลาะกับทุกประเทศทั่วโลกหรือ  แม้ในการประชุมอาเซียนเองก็เริ่มมีกฎบัตรอาเซียนที่ได้เตรียมร่างกันไว้ ระบุชัดว่าอาเซียนรังเกียจรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ท่านไม่รู้สึกขายหน้าเขาบ้างหรือไร

4.ด้านสังคม พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ยอมรับต่อสาธารณชนว่าที่ดินบนเขายายเที่ยงต้องเสียภบท.ทุกปีและตนก็ไม่ได้บุกเบิกที่ดังกล่าวก่อนหน้าที่ทางราชการจะประกาศเป็นป่าสงวนหรือป่าเสื่อมโทรมซึ่งเท่ากันยอมรับโดยปริยายว่าตนไม่มีสิทธิครอบครองที่ดังกล่าวโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ท่านจะเรียกร้องให้ประชาชนไทยทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร

พลเอกสนธิ บุณยรัตกลินจดทะเบียนสมรสซ้อนซึ่งเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าได้ทำผิดกฎหมาย แต่ก็พยายามกลบเกลื่อนว่าเป็นเรื่องส่วนตัว สำหรับบุคคลสาธาณะแล้วการประพฤติปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างไม่ดีจะถือเป็นเรื่องส่วนตัวไม่กระทบส่วนรวมย่อมไม่ได้    และในกรณีที่ผิดกฎหมายด้วยแล้ว ควรจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็น “นิติรัฐ”

5.ทางด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ต้องถือว่าเสียหายอย่างร้ายแรง เพราะพลเอกสุรยุทธ์แถลงสาธารณะว่ารู้เรื่องระเบิดในคืนส่งท้ายปีเก่าก่อนหน้าเกิดเหตุกว่าสัปดาห์แต่ไม่อาจจะป้องกันได้ และแม้จะยกเลิกงานเคาต์ดาวน์แล้ว ก็ยังมีระเบิดอีกสองลูกที่สี่แยกราชดำริแสดงให้เห็นความไร้ประสิทธิ ภาพของคณะรัฐประหารในการดูแลสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยสิ้นเชิง
สรุปแล้วสถานการณ์ในประเทศไทยเสื่อมทรุดเกือบทุกด้าน อันเนื่องมาจากการบริหารของคมช. สมาพันธ์ประชาธิปไตยยังยืนยันให้คมช.ยกเลิกกฎอัยการศึกในทันที  คืนอำนาจอธิปไตยที่ปล้นไปจากประชาชนโดยพลัน จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศโดยใช้กกต.ชุดปัจจุบันแล้วให้รัฐสภาชุดใหม่เป็นผู้ประสานงานให้ประชาชนร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะได้สืบเนื่องต่อไปไม่ถอยหลังเข้าคลองดังที่เป็นมาและจะเป็นไป
อนึ่งในปี2550นี้จะครบวาระ15ปีเหตุการณ์พฤษภา35 ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของประชาชนทั้งประเทศต่อสู้กับเผด็จการรสช. ดังนั้นสมาพันธ์ประชาธิปไตยจะเป็นผู้ประสานงานเชื่อมโยงองค์กรต่างๆที่ต่อต้านเผด็จการและรักระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริงมาประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อจัดงานรำลึกและสืบทอดเจตนารมณ์ในการต่อต้านเผด็จการและสร้างสานประชาธิปไตยโดยจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบเป็นระยะต่อไป

สมาพันธ์ประชาธิปไตย
20 ม.ค.