ใบแถลงข่าว”นโยบายหยุดการเติบโต:รัฐบาลเผด็จการทหารทำลายเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ”

ใบแถลงข่าว
“นโยบายหยุดการเติบโต
รัฐบาลเผด็จการทหารทำลายเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ”


นโยบายหยุดการเติบโต…!!! รัฐบาลเผด็จการทหารทำลายเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ

ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ได้สะท้อนถึงความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของการบริหารดังที่เห็นชัดเจนในกรณีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และเหตุการณ์ระเบิดที่แสดงว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะรับผิดชอบ ปกป้องชีวิตความปลอดภัยได้ ซ้ำร้ายกว่านั้นมีแนวโน้มว่า คณะเผด็จการทหาร-ตำรวจจะฉวยโอกาสจากสภาวะความไม่ปกติของสถานการณ์ ปัจจุบันยืดอายุการครองอำนาจของตน ด้วยพยายามที่จะรวมศูนย์อำนาจ และใช้อำนาจเด็ดขาดซ้ำเติมเศรษฐกิจ สังคม และสร้างความหายนะให้แก่ประเทศและประชาชนจนเกินที่จะแก้ไขได้

ประเมินจากการปรับแผนนโยบายทางเศรษฐกิจ ในตลอด 4 เดือนเต็ม สร้างบาดแผลเศรษฐกิจอย่างฉกาจฉกรรจ์ นับแต่คณะรัฐประหาร จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวเข้ามาดำเนินการบริหารประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบการลงทุน ทุกภาคส่วน   ไม่ว่าจะด้วยความโง่เขลา หรือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนของตัวเอง    รัฐบาลเผด็จการทหาร ต้องการหยุดการเติบโตของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งมีผลกระทบถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ พอสรุปเป็นภาพใหญ่ 5 ประการ ดังนี้
ประการแรก การทุบตลาดหุ้นด้วยมาตรการกันเงินสำรอง 30% ดำเนินการโดยไม่มีความเป็นมืออาชีพ แฝงเร้นซึ่งผลประโยชน์ แม้จะเป็นข้อกล่าวอ้างของการออกมาตรการดังกล่าว ด้วยเหตุผลเพื่อหวังสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาทจากทุนต่างประเทศ แต่แค่เพียงข้ามคืนเดียว มาตรการดังกล่าว ได้ก่อผลเสียหายถึง 8 แสนล้านบาท ทั้งที่ตลาดหุ้น คือ แหล่งการลงทุนที่อาศัยเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย สื่อมวลชนทั่วโลกและบรรดานักลงทุนทั้งหลาย ต่างเรียกขานปรากฏการณ์นี้ว่า “อังคารทมิฬ” เพราะเพียงวันเดียว การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าตลาดรวม หรือ มาร์เก็ตแคป  ที่5.4 ล้านล้านบาท ต้องสูญหายไปถึง 823,569 ล้านบาทในชั่วพริบตา  ที่สำคัญ  มาตรการที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ ที่รับซื้อ หรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทต้องเรียกเก็บเงินมัดจำ 30 %  ซ้ำถ้าต้องเอาเงินออกภายใน 1 ปี ยังถูกหักอีก 10% ไม่มีประเทศไหนทำกัน เพราะทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นทันที ยังผลให้เงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้และเงินกู้ต่างประเทศ   โดยเฉพาะต้นทุนของรัฐบาลที่เตรียมจะออกพันธบัตรในปี 2550 ประมาณ 2-3 แสนล้านบาท มาโป๊ะงบประมาณขาดดุลจำนวน 1.4  แสนล้านบาท ตั๋วเงินคลัง 1.7แสนล้านบาท  รวมถึงพันธบัตรที่ต้องออกมาเพื่อไฟล์แนนซ์พันธบัตรเก่าที่ใกล้หมดอายุอีก 7-8 หมื่นล้านบาท ย่อมต้องมีต้นทุนสูงขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  รัฐบาลไม่อาจสามารถปิดหีบงบประมาณได้ลงตัว

ประการที่สอง ในภาคการลงทุนทางตรง FDI (Foreign Direct Investment in Developing)  ความเชื่อในนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยลดลง และ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหดหาย เทียบจากตัวเลขการลงทุนทางตรงสำรวจเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนามในปี 2006 มีการลงทุนทางตรง 291 โครงการ เม็ดเงินอัดฉีด รวมทั้งสิ้น 5.84 พันล้านบาท ในปี 2005 มีการลงทุนทางตรง 171 โครงการเม็ดเงินอัดฉีดรวมทั้งสิ้น 5.02 พันล้านบาท เทียบค่าการลงทุนในประเทศไทยในปี 2006 มีการลงทุนทางตรง 107 โครงการเม็ดเงินอัดฉีดรวมทั้งสิ้น 2.90 พันล้านบาท ในปี 2005 มีการลงทุนทางตรง 117 โครงการ เม็ดเงินอัดฉีด รวมทั้งสิ้น 3.84 พันล้านบาทจะเห็นได้ว่าแนวโน้มของอัตราการลงทุนระยะยาวมีค่าลดลงเปรียบเทียบกับเวียดนาม แต่ด้วยการดำเนินนโยบายรัฐบาลของคมช. ในมาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาทหรือ “อังคารทมิฬ” ดังที่กล่าว ยิ่งเพิ่มแรงต้านต่อการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนระดับมหภาค ทำให้การตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม ไม่เป็นจริง ส่งผลให้การลงทุนย้ายออกไปสู่ประเทศที่มีความเสี่ยงเกณฑ์ต่ำกว่าอย่างประเทศเวียดนาม ความเป็นไปได้ ในการขยายโอกาสการลงทุนของประเทศไทยต้องหยุดชะงัด

ประการที่สาม ภาคการลงทุนอุตสาหกรรมการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ มีแนวโน้มผูกขาดการแข่งขัน สำรวจจากงบประมาณปี 2550 มีการอนุมัติงบประมาณเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอย่างจำกัด  เช่นกรมทางหลวงได้รับงบประมาณ ก่อสร้างเพียง 1,500  ล้านบาท จากเดิมตัวเลข อนุมัติเฉลี่ย อยู่ที่ 30,000-40,000 ล้านบาท ต่อปี ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก  ทำให้ธุรกิจทุนขนาดกลาง และขนาดเล็ก ต้องล้มหายตายจากมีการปลดพนักงาน 20% เพื่อการอยู่รอดของธุรกิจ อันเป็นผลจากการบริหารงานของรัฐบาลเผด็จการทหาร

ประการที่สี่  ภาคการบริโภคสืบเนื่องจากมาตรการทำลายความเชื่อมั่นในการลงทุน ส่งผลให้ประชาชนถูกตรึงกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ในเมื่อความต้องการในการลงทุน ที่จะอยู่รอดในธุรกิจมีมากขึ้น แม้แต่การบริโภคเพื่อการดำรงอยู่ของประชาชนทั่วไปก็มียอดการบริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ธุรกิจการท่องเที่ยวชะลอตัวลง สืบเนื่องจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา

ประการที่ห้า  มติ ครม.ผ่านร่างแก้ไขพระราชบัญญัติธุรกิจต่างด้าวอย่างเฉียบพลัน ซ้ำเติมจนแทบกระอักเลือด โดยมีการบัญญัติใหม่เกี่ยวกับการถือหุ้นของต่างชาติ จากเดิมที่ไม่เกินร้อยละ  50 มีการเพิ่ม ให้พิจารณาสิทธิการออกเสียงด้วย พร้อมกับการจัดแบ่งธุรกิจที่ต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย รัฐบาลภายใต้เผด็จการทหารได้แสดงเจตนาชัดแจ้งที่จะไม่ต้อนรับเม็ดเงินต่างชาติ พร้อมคาดการณ์ว่า ระยะยาวมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มเปา ทุนเก่าไม่เข้า ทุนใหม่หนีออก มีการตั้งข้อสังเกตว่า จากการเพิ่มความเข้มงวดให้กลุ่มทุนต่างชาติ โดยอ้างเพื่อปกป้องธุรกิจที่คนไทยนั้น แท้จริงคือการปกป้องกลุ่มธุรกิจคนไทยที่พร้อมแข่งขันกับต่างชาติ
การบอกเหตุผลการแก้กฎหมายเพื่อปกป้องธุรกิจคนไทยที่ไม่พร้อมแข่งกับต่างชาติ มักจะเป็นเหตุผลอ้างอิงเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมและในระยะยาวขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะมีผลโดยตรงต่อราคาสินค้า และบริการ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีการเข้ามาของทุนโทรคมนาคมของต่างชาติที่ทำให้ราคาสินค้าถูกลงทั้งยังส่งผลให้ไทยเติบโตไปข้างหน้ายากมาก
เศรษฐกิจของประเทศกำลังถอยหลังลงเหว หรือ หายนะกำลังมาเยือน อย่างไม่ต้องสงสัย !!!!!  เขาทำไปทำไม? เพื่ออะไร?

เศรษฐกิจย่ำแย่  รัฐบาลขิงแก่ ด้อยประสิทธิภาพ
เครือข่าย  19  กันยา ต้านรัฐประหาร
19 มกราคม  2550
แถลง ณ ถนนสีลม หน้าตึก ซีพี ทาวเวอร์