แถลงการณ์สมัชชาคนจน:หยุด!“รัฐทหาร”ข่มขู่คุกคามคนจน

แถลงการณ์สมัชชาคนจน:หยุด!“รัฐทหาร”ข่มขู่คุกคามคนจน

แถลงการณ์สมัชชาคนจน
หยุด!“รัฐทหาร”การข่มขู่คุกคามคนจน
คืนสิทธิ พื้นที่การเมือง และชีวิตปกติให้คนจน
ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๐           

ระบอบเผด็จการทหารชั่วคราวที่สถาปนาขึ้นจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แม้นคณะมนตรีความมั่นคง(คมช.) จะประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาสังคมการเมือง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบ 4 เดือน สถานการณ์ของคนจน คนด้อยโอกาส ดังกรณีสมัชชาคนจน และพี่น้องคนจนเครือข่ายต่างๆ กลับอยู่ในสภาพที่ถูกคุกคามสิทธิ พื้นที่การเมือง และการดำเนินชีวิตปกติในทุกมิติ

ประการแรก ยุทธการถอนรากถอนโคนระบอบเดิมภายใต้ปฏิบัติการต่อ “ภัยรูปแบบใหม่” ด้วยการสร้าง “รัฐทหาร” การฟื้นฟูกอ.รมน.และการใช้กลไกราชการในการควบคุม ปราบปราม การคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกและประกาศคปค.ฉบับที่ 7 ฯลฯ ในสถานการณ์ความกลัวอย่างตื่นตูมในเรื่องคลื่นใต้น้ำได้ก่อให้เกิดการควบคุม กำกับ ตรวจสอบ สอดส่อง ห้ามปราม ข่มขู่แกนนำชาวบ้านไม่ให้มีการเคลื่อนไหวใดๆ

ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นของคนจนในชนบทภายใต้ “รัฐทหาร” และการกลับมามีอำนาจล้นพ้นของระบบราชการซึ่งเข้าไปควบคุมการเคลื่อนไหวของชาวบ้านทุกกระเบียดนิ้วเช่นนี้ จึงทำให้สิทธิในการชุมนุมและเคลื่อนไหวทางการเมืองอันเป็นช่องทางและพื้นที่การเมืองสำคัญที่จะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้านสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง 

ประการที่สอง หลังการรัฐประหาร ข้อตกลงที่รัฐบาลเดิมเคยมีมติครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการดำเนินการคืบหน้าแตกต่างกันออกไปได้ยุติลงทั้งหมด ระบบราชการที่รับผิดชอบได้อาศัยสถานการณ์ของระบอบรัฐประหารยกเลิกข้อตกตงที่เคยผ่านการผลักดันของคนจนด้วยความยากลำบาก ดังที่พบว่า คณะกรรมการแก้ปัญหาทุกระดับเลิกทำงาน ด้วยการหยุดกิจกรรมต่างๆ ไม่มีการประชุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งแก่คนจนว่า ต้องรอท่าทีรัฐบาลใหม่  

ดังนั้น หลังระบอบรัฐประหารสภาพการแก้ไขปัญหาคนจนจึงอยู่ในสภาพ “เว้นวรรค”  

ประการที่สาม ด้านการปฏิรูปการเมือง คณะรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ว่า “จะเร่งจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากประชาชนทุกขั้นตอน” แต่กลับปรากฏให้เห็นชัดเจนว่า สสร.จำนวน 100 คน กลับมีแต่ตัวแทนเฉพาะภาคธุรกิจ ภาคราชการ และภาควิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญที่ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการเสนอเข้ามาโดยคมช. คณะกรรมาธิการยกร่างฯ 35 คน ก็มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ใกล้ชิดกับคมช.เช่นเดียวกัน ดังนั้น องค์กรที่จะมาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่มีพื้นที่หรือตัวแทนของคนจน 

ในด้านกระบวนการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญก็มีการกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมที่ชัดเจนแต่เพียงการหย่อนบัตรลงประชามติเท่านั้น การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมีเพียงแต่องค์กรทางการ 12 องค์กรเท่านั้น  

การออกแบบการปฏิรูปการเมืองที่ให้คณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) มีอำนาจในการควบคุม กำกับ และยับยั้ง การได้มาซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนจบจึงมีลักษณะ “ไม่เห็นหัวคนจน” ไม่มีพื้นที่การมีส่วนร่วมของคนจนแต่อย่างใด

วิสัยทัศน์ของชนชั้นนำทางการเมืองที่เข้ามาควบคุมกระบวนการปฏิรูปการเมืองต่อการมีส่วนร่วมของคนจนจึงมีลักษณะแคบและสั้นยิ่งนัก           

สมัชชาคนจนและเครือข่ายคนจนจึงเห็นว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารควรดำเนินการดังต่อไปนี้

1.การเปลี่ยนฐานคิดในการจัดการต่อ “ภัยคุกคามใหม่” และคลื่นใต้น้ำ” จากการสร้าง “รัฐทหาร” ด้วยการฟื้นฟูหน่วยงานด้านความมั่นคง การขยายกลไกระบบราชการเพื่อเข้าไปควบคุม ปราบปรามและกำกับชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ มาสู่การสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” สนับสนุนให้เกิดกลุ่มองค์กรชาวบ้านในการดำเนินกิจกรรมมิติต่างๆ วิธีคิดเช่นนี้ต่างหากที่จะทำให้ชาวบ้านไม่ตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของนักการเมือง           

2.คืนสิทธิ พื้นที่ทางการเมือง และชีวิตปกติของคนจนด้วยการเร่งยกเลิกกฏอัยการศึก ประกาศคปค.ฉบับที่ 7 และถอนกำลังทหารที่เข้าไปสอดส่อง ติดตามการเคลื่อนไหวออกจากพื้นที่โดยทันที           

3.เอาใจใส่ติดตามกระบวนการแก้ปัญหาของคนจนกลุ่ม เครือข่ายต่างๆ ที่มีพัฒนาการความคืบหน้าต่อเนื่องมาจากรัฐบาลต่างๆ การแก้ไขปัญหาของคนจนไม่สามารถเว้นวรรคได้           

4.ในมิติด้านการปฏิรูปการเมือง ต้องเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของคนจนในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่มากไปกว่าการหย่อนบัตรประชามติ การร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่กระทำการโดยผู้เชี่ยวชาญ และรับฟังความคิดเห็นประชาชนผ่านเพียงองค์กรทางการ 12 องค์กร            

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดกว้างให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ของคนจน(ที่ไม่มีอยู่ในกระบวนการที่เป็นทางการแต่อย่างใดเลย) ได้เข้ามาเสนอวาระของตนเองอย่างเสมอหน้ากับภาคส่วนอื่นๆ  

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชน
สมัชชาคนจน